พระราชประวัติและที่มาของพระนาม
จากวีรกรรมสู่พระนามอันเลื่องลือ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย ขณะที่พระองค์มีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา ได้โดยเสด็จกองทัพกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ผู้เป็นพระราชบิดา เพื่อทำสงครามกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด และทรงรบชนะในครั้งนั้น
ด้วยความกล้าหาญในการรบ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงพระราชทานพระนามว่า “รามคำแหง” หมายถึง รามผู้กล้าหาญเข้มแข็งในการรบ ต่อมาพระองค์ขึ้นเสวยราชสมบัติราว พ.ศ. 1822 และทรงครองราชย์นานถึง 40 ปี
การปกครองแบบ “พ่อปกครองลูก”
รากฐานความยุติธรรมและความใกล้ชิดประชาชน
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงปกครองบ้านเมืองในแบบ “พ่อปกครองลูก” ทรงแขวนกระดิ่งไว้หน้าประตูพระราชวัง เพื่อให้ราษฎรที่มีเรื่องร้องทุกข์สามารถเข้าถึงพระองค์ได้โดยตรง
ทรงวางหลักนิติธรรมไว้ในศิลาจารึก ได้แก่
- ราษฎรสามารถค้าขายได้โดยเสรี เจ้าเมืองไม่เรียกเก็บจังกอบหรือภาษีผ่านทาง
- ผู้ใดล้มตายลง ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่บุตรของผู้นั้น
- หากผู้ใดไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถไปสั่นกระดิ่งหน้าประตูวังเพื่อถวายฎีกาได้โดยตรง
พระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ความเจริญรุ่งเรืองในทุกมิติ
ในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กรุงสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับจีน และโปรดให้นำช่างปั้นถ้วยชามจากจีนมาสอนคนไทย จนสามารถผลิตเป็นอุตสาหกรรมส่งออก เรียกว่า “ชามสังคโลก”
พระองค์ยังโปรดให้สร้างทำนบกักน้ำที่เรียกว่า “สรีดภงส์” และ “เขื่อนนพพระร่วง” เพื่อนำน้ำไปใช้ในตัวเมืองและเพาะปลูก
มรดกอันยิ่งใหญ่ที่ทรงสร้างไว้แก่ชาติไทย
จากรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประเทศไทยได้รับมรดกทางวัฒนธรรม ศาสนา และภาษาที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน
ด้านศาสนาและวัฒนธรรม
วางรากฐานพระพุทธศาสนาให้ชาติไทย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงนำพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ จากลังกา ผ่านเมืองนครศรีธรรมราช มาประดิษฐานที่เมืองสุโขทัย แทนที่ลัทธิมหายานที่เคยนับถืออยู่ก่อนหน้า
จากการวางรากฐานในยุคนั้น พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้กลายมาเป็นศาสนาประจำชาติไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
การประดิษฐ์อักษรไทย “ลายสือไทย”
ต้นกำเนิดของอักษรไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ในปี พ.ศ. 1826 พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้คิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แทนตัวอักษรขอมที่เคยใช้กันมาแต่เดิม เรียกว่า “ลายสือไทย” และทรงโปรดให้ช่างสลักอักษรไว้ในศิลาจารึก ณ กรุงสุโขทัย ซึ่งยังปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้
ตัวอักษรไทยทุกตัวในศิลาจารึกได้รับการพัฒนาสืบต่อมาเป็นลำดับจนกลายมาเป็นอักษรไทยที่คนไทยใช้ในปัจจุบัน
ที่มาของวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
กระบวนการกำหนดวันสำคัญทางประวัติศาสตร์
เดิมในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2531 สภาจังหวัดสุโขทัยได้มีหนังสือเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้กำหนดวันที่ 17 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” เนื่องจากเป็นวันเสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในปี พ.ศ. 2526
ต่อมาคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติและคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยได้พิจารณาหลักฐานใหม่ และเสนอให้ใช้วันที่ 17 มกราคม ซึ่งตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพบหลักศิลาจารึกเมื่อปี พ.ศ. 2376 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
พัฒนาการสำคัญตามลำดับเวลา
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรสุโขทัย ผู้ทรงวางรากฐานสำคัญของชาติไทยในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการประดิษฐ์ อักษรไทย การนำ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท มาประดิษฐาน การสร้างระบบ ยุติธรรมที่เปิดกว้าง และการพัฒนา เศรษฐกิจและการค้า ทั้งภายในและต่างประเทศ
มรดกที่ทรงสร้างไว้ยังคงปรากฏในวิถีชีวิต ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมของคนไทยอยู่จนถึงทุกวันนี้
